เทคนิคการสาวไหมให้ได้คุณภาพ
1.ชื่อเรื่อง เทคนิคการสาวไหมให้ได้คุณภาพ

 

2.ชื่อผู้ร่วมดำเนินการจัดการความรู้

  2.1  ชื่อผู้บริหาร  นายบุญยืน  สุขสมัย                            เกษตรอำเภอแก้งสนามนาง
  2.2  ชื่อสกุลผู้ดำเนินการ  นางสาวอาจรี  วิเศษศรี           นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
  2.3  ชื่อสกุลผู้จดบันทึก นางสาววิยะดา  ศรีบุญเรือง       นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ   
  2.4  ชื่อสกุลเจ้าขององค์ความรู้  นายประจักษ์  พลแสง   เกษตรกรบ้านโนนรัง หมู่ที่ 2 ตำบลแก้งสนามนาง อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา

 

3.วันเดือนปี  ที่ดำเนินการจัดการความรู้    23  เมษายน  2553

 

4.  สถานที่ดำเนินการจัดการความรู้  หอประชุมอำเภอแก้งสนามนาง  จังหวัดนครราชสีมา

 

5.   ส่วนนำ  

  เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมพันธุ์ไทยหรือไทยลูกผสมในระดับหมู่บ้านจะต้องทำการสาวไหมเอง เดิมเกษตรกรจะสาวไหมโดยใช้พวงสาวไหมแบบพื้นบ้านอัตราการสาวได้เส้นไหมค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้
เกษตรกรไม่สามารถสาวไหมได้ทันก่อนผีเสื้อจะเจาะรูออกมาหากมีผลผลิตรังไหมในปริมาณมาก นอกจากนี้การสาวไหมของเกษตรกรในแต่ละรายจะมีความหลากหลายและได้เส้นไหมในปริมาณน้อย ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการพัฒนาในด้านการสาวไหม โดยการใช้เครื่องสาวไหมแบบปรับปรุง ซึ่งจะมีทั้งแบบใช้แรงคนและมอเตอร์ กรรมวิธีการสาวไหมดังกล่าวนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเส้นไหมให้แก่เกษตรกรในระดับครัวเรือนได้เป็นอย่างดี คือจะมากกว่าวิธีแบบดั้งเดิมประมาณ 5-6 เท่า และยังส่งผลทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของเส้นไหมได้ด้วย
  การสาวไหมของเกษตรกรอำเภอแก้งสนามนาง ได้มีการปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานได้มีการปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษจากชั่วอายุหนึ่งไปสู่อีก
ชั่วอายุหนึ่ง โดยเดิมที่จะสาวไหมกันแบบพื้นบ้าน ซึ่งการสาวไหมแบบพื้นบ้านนี้มีอัตราการสาวได้ช้ามาก คือประมาณ 200-300 กรัมต่อวัน(8 ชั่วโมงทำงานเท่ากับ 1 วัน) ในการเลี้ยงไหมของเกษตรกรนั้นกลุ่มผู้สาวไหมเองจะได้รับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยมีการพัฒนาผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตรังไหม คือการเพิ่มผลผลิตรังไหมต่อแผ่นเป็น 12-15 กิโลกรัมรังสด และพันธุ์ไทยลูกผสม มีการเพิ่มผลผลิตรังไหมเป็นแผ่นละ 15-18 กิโลกรัมรังสด ดัังนั้นเพื่อให้มีการพัฒนาวิธีการสาวไหมมีความสอดคล้องกับผลผลิตรังไหมของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาพวงสาวไหมเพื่อใช้ในการสาวไหมในระดับหมู่บ้านของเกษตรกร คือเครื่องสาวไหมพุ่งแบบปรับปรุงโดยใช้แรงงานคน

 

6.  ส่วนเนื้อหา 

การสาวไหม
  การสาวไหม คือ การดึงเส้นใยออกจากรังไหม เส้นไหมที่ได้มาจากการดึงเส้นใยจากรังไหมหลาย ๆ รังรวมเป็นเส้นเดียว โดยเส้นใยจะพันกันเป็นเกลียวทำให้เกิดการยึดเกาะซึ่งกันและกัน       
เส้นไหมที่ได้จึงมีความเหนียวทนทานและเลื่อมมันจากการหักเหของแสง
  การสาวไหมในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
  1. การสาวไหมในระดับเกษตรกร เป็นการสาวไหมโดยเกษตรกร เครื่องสาวไหมที่ใช้จะมีทั้งแบบพื้นบ้าน แบบปรับปรุงโดยใช้แรงคนและแบบปรับปรุงโดยใช้มอเตอร์ เป็นต้น เส้นไหมที่ผลิตได้
ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะใช้เป็นเส้นพุ่งในการผลิตผ้าไหม ความสามารถในการสาวไหมของเครื่องจะไม่น้อยกว่า 600 กรัมต่อวันทำงาน
  2. การสาวไหมในระดับอุตสาหกรรม เป็นการสาวไหมในโรงงาน เครื่องสาวไหมที่ใช้เป็นเครื่องจักรที่ทันสมัย ได้แก่ เครื่องสาวแบบมัลติเอ็น และเครื่องสาวแบบอัตโนมัติ เส้นไหมที่ได้จะละเอียด
ไม่มีปุ่มปม มีความหนาและความยืดตัวได้มาตรฐาน สามารถผลิตได้ทั้งเส้นยืดและเส้นพุ่ง

 

การคัดแยกรังไหม

  รังไหมก่อนที่จะนำมาสาว เกษตรกรจะต้องมีการคัดแยกรังไหมเพื่อแยกรังเสียออก เพื่อให้เส้นไหมที่ออกมามีคุณภาพดี ถ้าหากไม่มีการคัดแยก นำรังดีและรังเสียมาสาวปนกัน
คุณภาพเส้นไหมที่ได้ก็จะมีคุณภาพลดลงด้วย ลักษณะรังเสียที่จะมีผลต่อคุณภาพของเส้นไหมที่สาวได้ในด้านความเรียบและความสะอาดของเส้นไหม และนอกจากนี้ยังมีผลต่อการสาว ทำให้เส้นไหมขาดบ่อย ลักษณะรังเสีย ดังกล่าวที่ต้องทำการคัดแยกออกได้แก่
  1. รังแฝด คือ  รังไหมที่มีหนอนไหมตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปทำรังอยู่ในรังเดียวกันจะทำให้เส้นไหมขาดบ่อย ๆ เวลาสาว เพราะเส้นไหมพันกันเส้นไหมที่ได้จะมีคุณภาพต่ำ ในด้านความเรียบ ความสะอาด
และความสามารถในการสาวออก
  2. รังเจาะ รังพวกนี้เกิดจากการเจาะของแมลงวันลายหรือมด รังจะเกิดรูทำให้เส้นไหมขาดเวลาสาว
  3. รังสกปรกภายใน เกิดจากดักแด้ภายในรัง ทำให้เกิดรอยเปื้อนสกปรกภายใน เวลานำมาสาวเส้นไหมจะสกปรก และขาดง่ายตรงรอยเปื้อน
  4. รังสกปรกภายนอก มักเกิดจากเปื้อนปัสสาวะของหนอนไหมครั้งสุดท้ายก่อนทำรังหรือจากหนอนไหมที่เป็นโรคตายไม่ทำรัง ทำให้เปื้อนรังไหมอื่น ๆ ที่ทำรังในจ่อเดียวกันเมื่อนำมาสาว
จะดึงเส้นยาก หาเงื่อนยาก เส้นไหมไม่เรียบและไม่สะอาด
  5. รังเบา เกิดจากการจับหนอนไหมที่เป็นโรคเข้าจ่อทำรัง เมื่อพ่นเส้นใยทำรังเพียงเล็กน้อยก็จะตายทำให้ได้รังบางผิดปกติ หรือบางครั้งเกิดจากจับไหมเข้าจ่อช้าเกินไป ไหมสุกมาก ๆ
จึงพ่นเส้นใยตามขอบกระด้งหรือเหลี่ยมมุมของโต๊ะเลี้ยงไหม ทำให้มีเส้นใยน้อย จึงสร้างรังได้บางผิดปกติรังไหมชนิดนี้ไม่นิยมนำไปต้มสาว เพราะถ้าต้มสาวรวมกับรังปกติจะทำให้เละก่อน
  6. รังหลวม เป็นรังที่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมในขณะไหมทำรังไม่เหมาะสมทำให้เกิดรังประเภทนี้ได้ ถ้านำไปสาวจะเกิดการขาดบ่อย ๆ เพราะรังไหมจะแยกเป็นชั้น ๆ
ทำให้คุณภาพเส้นไหมไม่ดี
  7. รังบางหัวท้าย ลักษณะรังประเภทนี้ส่วนหัวจะแหลมผิดปกติเวลานำไปต้มจะเละบริเวณส่วนแหลมก่อน และถ้านำมาสาวจะขาดบริเวณหัวแหลม
ทำให้ความสามารถในการสาวออกและประสิทธิภาพการสาวลดลง
  8. รังผิดรูปร่าง รังไหมนี้มักเกิดจากลักษณะจ่อไม่ถูกต้อง หรือเกิดจากหนอนไหมอ่อนแอ ทำรังไม่สมบูรณ์ ลักษณะรังมักจะบิดเบี้ยวและไม่สม่ำเสมอ รังประเภทนี้เวลานำไปต้มกับรังดี
มักจะเละก่อนหรือบางทีก็แข็ง ขึ้นอยู่กับรูปร่างของรังนั้น ๆ ว่าผิดปกติลักษณะใด
  9. รังติดข้างจ่อ รังประเภทนี้เกิดจากการที่หนอนไหมทำรังติดข้าง ๆ จ่อ ลักษณะรังจะแบนผิดปกติและหนาเป็นบางส่วน สาเหตุเกิดจากจับไหมเข้าจ่อแน่นเกินไป
หนอนไหมมีพื้นที่ทำรังไม่เพียงพอหรืออาจเกิดจากการใช้จ่อที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
  10. รังบุบ รังไหมประเภทนี้พบบ่อย ๆ ในกรณีขนส่งโดยไม่ระมัดระวัง ทำให้รังไหมเกิดการกระทบกระแทกกัน รังไหมนี้ถ้านำไปสาวจะเกิดการขาดบ่อย ๆ ตรงบริเวณส่วนที่ยุบลงไป
  11. รังเป็นเชื้อรา เกิดจากการอบแห้งไม่สมบูรณ์และบางครั้งไม่มีการควบคุมความชื้นในห้องเก็บรังไหมดีพอ ทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ ซึ่งความชื้นสัมพัทธ์ในห้องที่ใช้เก็บรังไหมอบแห้ง
ไม่ควรเกิน 70% รังไหมประเภทนี้ไม่ควรนำไปสาว เพราะเส้นใยจะเสื่อมคุณภาพ
   
การต้มรังไหมและการหาเงื่อนเส้นไหม
  การต้มรังไหม
  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กาวซิริซินซึ่งเป็นโปรตีนที่ยึดเส้นไหม ละลายและอ่อนตัว เส้นไหมจะคลายตัวออกอย่างเป็นระเบียบทำให้สาวเส้นไหมออกได้ง่าย การต้มรังไหมเป็นงานเทคนิคอย่างหนึ่ง
ซึ่งผู้ทำการต้มต้องศึกษาและฝึกให้ชำนาญจึงจะทำการต้มรังไหมได้ดี ถ้าต้มรังไหมเละมากไปก็จะเกิดเศษไหมมากตอนดึงหาเงื่อน หากต้มรังไหมแข็งเกินไปก็จะทำให้สาวขาดบ่อย ๆ ดึงเส้นใยยากจะต้องนำไปต้มหาเงื่อนรังอีก ทำให้เกิดเศษไหมมากขึ้นเส้นใยที่สาวได้ก็ลดลงนอกจากนี้น้ำที่ใช้ต้มรังไหมต้องเป็นน้ำสะอาดไม่กระด้างเพราะการใช้น้ำกระด้างต้มจะทำให้เกิดขี้ไหมมากขึ้นในเวลาสาว
  การต้มรังไหมสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด ซึ่งแบ่งตามลักษณะการลอยของรังไหม ถ้ารังไหมมีน้ำภายในรัง 95% หรือน้อยกว่ารังไหมก็จะลอยน้ำ
ิการต้มรังไหมแบบนี้เหมาะกับการสาวไหมด้วยความเร็วสูงและอุณหภูมิสูง เช่น การสาวแบบพื้นบ้าน แต่ถ้ารังไหมมีน้ำภายในรัง 97% หรือมากกว่ารังไหมก็จะจมน้ำ ซึ่งเหมาะกับการสาวไหมโดยเครื่องมัลติเอ็น หรือเครื่องสาวแบบอัตโนมัติ ที่ใช้อุณหภูมิในการสาวไหมไม่สูง เช่น 38 –40 องศาเซลเซียส
  1. การต้มแบบรังไหมลอย เติมน้ำใส่ภาชนะแล้วต้มให้ได้ 95 – 98 องศาเซลเซียส ใส่รังไหมให้จมทิ้งไว้ 30 – 60 วินาที ต่อมานำไปแช่น้ำอุ่น 60 – 70 องศาเซลเซียส นาน 1 – 3 นาที แล้วจึงนำไป
แช่ที่น้ำร้อน 98 – 99 องศาเซลเซียส ให้จมน้ำนาน 2 – 3 นาที แล้วปล่อยให้ลอยน้ำ ต้มต่อไปนาน 4 – 6 นาที ค่อย ๆ ลดอุณหภูมิของน้ำลงจนถึง 95 – 96 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ในน้ำนาน 1 นาที
  2. การต้มแบบรังไหมจม นำรังไหมไปต้มในน้ำร้อน 98 – 100 องศาเซลเซียส นาน 30 –60 วินาที แล้วนำมาใส่ในน้ำอุ่น 50 – 60 องศาเซลเซียส นาน 1 – 3 นาที แล้วจึงนำไปแช่ให้จมในน้ำร้อน
100 องศาเซลเซียส นาน 4 – 5 นาที แล้วนำไปใส่ในน้ำอุ่นอีกครั้งนาน 1 – 3 นาที เพื่อให้น้ำซึมเข้าไปในรังไหม จากนั้นต้มรังไหมในน้ำร้อนอีกครั้งนาน 2 – 3 นาที โดยเทน้ำราดรังไหมตลอดเวลา
สำหรับการสาวไหมแบบพื้นบ้าน เกษตรกรอาจจะทำการต้มรังไหมโดยต้มน้ำให้ร้อนเกือบเดือดหรือประมาณ 90 องศาเซลเซียส แล้วจึงนำรังไหมที่เตรียมไว้ใส่ลงในหม้อต้มสาว ประมาณ 80-85 รัง กดรังไหมให้จมลงใต้น้ำเพื่อไล่อากาศออกจากรังไหม รังไหมด้านในจะอ่อนตัวลง สีผิวรังไหมจะเปลี่ยนเป็นสีฉ่ำน้ำทั้งรัง รักษาระดับอุณหภูมิของน้ำไว้ที่ประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส
ในกรณีที่รังไหมที่นำมาสาวเป็นรังไหมที่อบแห้งหรือผึ่งแดดไว้ให้แห้ง เนื่องจากสาวไหมไม่ทัน ก่อนที่จะนำรังไหมมาต้ม ต้องไล่อากาศออกจากรังไหมเพื่อให้รังไหมดูดซึมน้ำเข้า โดยนำไปต้มในน้ำร้อน 90 – 100 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อไล่อากาศออกจากรังไหมแล้วนำรังไหมไปใส่ในน้ำอุ่น หรือลดอุณหภูมิทันที่ โดยการพรมน้ำหรือเติมน้ำเย็นลงไปเพื่อให้นำเข้าไปแทนที่อากาศภายในรัง
การต้มรังไหมก่อนที่จะสาวโดยวิธีการดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลพื้นฐานในการต้มรังไหม ทั้งนี้รังไหมแต่ละชนิดและสายพันธุ์มีความแตกต่างกัน อาจต้องปรับระยะเวลาและอุณหภูมิในการต้มไปบ้าง ซึ่งต้องอาศัยทักษะความชำนาญของผู้ทำการต้ม
  การหาเงื่อน รังไหมที่ต้มแล้วจะมีเส้นไหมกระจายออกจากผิวรัง นำเส้นไหมนั้นมาดึงเพื่อที่จะหาเงื่อน โดยดึงเส้นใยออกมาจนได้เส้นใยไหม 1 เส้นต่อรัง ซึ่งจะได้เป็นรังไหมที่พร้อมจะทำการสาว
หลังจากนั้นจึงนำรังไหมที่ต้มมาแช่ในน้ำอุณหภูมิประมาณ 30 – 40 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิน้ำร้อนเกิดไปจะทำให้ซิริซินละลายมาก ผลผลินเส้นไหมที่ได้จะลดลง ถ้าน้ำเย็นเกินไปจะทำให้สาวยาก ปริมาณน้ำที่ใส่พอท่วมรังไหมและไม่ควรแช่รังไหมไว้นาน ควรสาวไหมทันทีหลังจากต้มรังเสร็จ
 

  การสาวไหม
  การสาวไหมเป็นขบวนการดึงเส้นไหมออกจากเปลือกรัง โดยเส้นใยจากหลาย ๆ รังที่ต้มแล้วนำมาสาวจะถูกพันเป็นเกลียวรวมกันเป็นเส้นไหม ทั้งนี้อุณหภูมิของน้ำในขณะสาวขึ้นกับชนิดของเครื่อง
สาวไหมหากเป็นการสาวไหมในระดับเกษตรกร ซึ่งเป็นเครื่องสาวไหมแบบพื้นบ้านหรือแบบปรับปรุงอุณหภูมิน้ำในขณะสาวจะค่อนข้างสูงโดยอยู่ประมาณ 60 – 80 องศาเซลเซียส หากเป็นการสาวไหมด้วยเครื่องจักร อุณหภูมิน้ำขณะสาวจะค่อนข้างต่ำกว่าโดยอยู่ประมาณ 37 – 40 องศาเซลเซียส
การสาวไหมเพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เส้นไหมจะต้องเรียบสวยมีความเหนียวและการเกาะตัวดี มีขนาดสม่ำเสมอและเป็นไปตามความต้องการ ดังนั้นในขณะที่สาวต้องเติมรังไหมอย่างสม่ำเสมอทดแทนรังไหมที่สาวเปลือกรังหมดไป เพื่อรักษาปริมาณรังไหมให้คงที่ตลอดเวลาของการสาวไหม ทั้งนี้ขนาดของเส้นไหม จะกำหนดตามความยาวต่อน้ำหนักขนาดของเส้นไหม มีหน่วยเรียกว่า “ดีเนียร์”  1 ดีเนียร์ หมายถึง เส้นไหมที่มีความยาว 9,000 เมตร มีน้ำหนัก 1 กรัม ซึ่งขนาดของเส้นไหมจะมีความแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศจะมีขนาดโดยเฉลี่ย 2.2-2.8 ดีเนียร์ พันธุ์ไทยหรือไทยลูกผสม จะมีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 1.5-2.1 ดีเนียร์ สำหรับความยาวของเส้นไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศ จะมีความยาวโดยเฉลี่ย 1,000-1,300 เมตร พันธุ์ไทยจะมีความยาวโดยเฉลี่ย 300-350 เมตร พันธุ์ไทยลูกผสมจะยาวโดยเฉลี่ย 600-800 เมตร
อัตราความเร็วในการสาวต้องเหมาะสมกับชนิดเครื่องสาวและความชำนาญของผู้สาว นอกจากนี้ในระหว่างการสาวจะต้องมีการทำเกลียวเส้นไหมเพื่อให้เส้นไหมที่ได้เกิดแรงยึดเกาะกัน มีความเหนียวทนทานโดยความยาวของช่วงที่ทำเกลียวที่เหมาะสมไม่ควรต่ำกว่า 10 เซนติเมตร
ส่วนการสาวไหมในระดับเกษตรกรจะใช้รังไหมในการสาวประมาณ 80 – 85 รัง เพื่อให้ได้เส้นไหมขนาดประมาณ 150/200 ดีเนียร์ ซึ่งผู้สาวไหมจะต้องมีความชำนาญประสบการณ์และสังเกตเป็นอย่างดีเพื่อจะได้สามารถควบคุมปริมาณรังไหมให้ได้ขนาดเส้นไหมที่สม่ำเสมอเมื่อทำการสาวไหมไประยะหนึ่งน้ำจะเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำสกปรก ควรเปลี่ยนน้ำสาวเพื่อให้สีของเส้นไหมที่ได้สม่ำเสมอ
เกษตรกรสามารถทำการสาวไหมโดยอาจสาวแยกสาวเปลือกรังชั้นนอกและชั้นในหรือสาวรวมได้ดังนี้
การสาวไหมเปลือกนอกหรือไหมลืบ คือ วิธีการสาวไหมจากเปลือกรังชั้นนอกซึ่งมีประมาณ 15-20% ของเปลือกรังทั้งหมดโดยทั่วไปจะนิยมสาวโดยใช้พวงสาวแบบพื้นบ้าน หรืออาจจะสาวด้วยเครื่องสาวแบบปรับปรุงก็ได้ ลักษณะเส้นไหมที่ได้จะมีขนาดค่อนข้างหยาบกระด้างและใหญ่ เส้นไม่สม่ำเสมอ มีปุ่มปม และขี้ไหมปะปนอยู่ด้วย เรียกว่า ไหมสาม หรือไหมชั้นนอก ส่วนรังไหมชั้นในจะตักออกจากหม้อสาว และนำไปสาวอีกครั้ง เส้นไหมที่ได้จาเปลือกรังชั้นในจะมีขนาดเล็กอ่อนนุ่มเรียบเป็นเงา มัน สีสม่ำเสมอ เรียกเส้นไหมนี้ว่าไหมหนึ่ง หรือไหมยอดหรือไหมน้อย
  ส่วนอีกวิธีคือ การสาวไหมที่มีการสาวติดต่อกันทั้งเปลือกรังชั้นนอกและเปลือกรังชั้นในจนกระทั่งหมดเปลือกรังไหม และจะต้องมีการเติมรังไหมในหม้อต้มสาวอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เส้นไหมที่ได้
ออกมามีการประปนกันของเปลือกรังชั้นนอกและชั้นใน ลักษณะเส้นไหมค่อนข้างหยาบและมีขนาดใหญ่กว่าไหมหนึ่ง เรียกว่า ไหมสอง หรือไหมสาม

 

 

 

การทำไจไหม

  การทำไจไหมเป็นการเตรียมเส้นไหมเพื่อนำออกจำหน่าย เส้นไหมที่สาวได้จะต้องมีการกรอใส่ในระวิงเพื่อทำเป็นไจไหมที่มีขนาดเส้นรอบวงมาตรฐานเท่ากับ 150 เซนติเมตร
และแต่ละไจไหมควรจะมีน้ำหนักประมาณ 100 กรัม โดยในระหว่างการกรอควรให้เส้นไหมที่กรอส่ายไปมา ไขว้เป็นรูปข้าวหลามตัดเพื่อความสะดวกในการเตรียมเส้นไหมเพื่อใช้ในการทอผ้า และเมื่อกรอเรียบร้อยแล้วจึงทำการมัดหัดไหมทั้งสองข้าง แล้วทำการแบ่งเส้นไหมในแต่ละไจออกเป็น 4 ส่วน โดยใช้เส้นด้ายร้อยเพื่อไม่ให้เส้นไหมในไจกระจายออกพันกัน ด้ายที่ผูกไว้ควรมีการเก็บรักษาเงื่อนหัวท้ายของเส้นไหมและมีความยาวพอเหมาะ ไม่แน่นเกินไป เพื่อความสะดวกในการฟอกย้อมและทอผ้า
ในกรณีที่มีการสาวไหมเข้าสู่อักสาว การกรอเส้นไหมเพื่อถ่ายเส้นไหมเข้าระวิงนั้น ควรรีบกรอไหมออกจากอักทันที เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้เส้นไหมแห้งจะบีบรัดจนทำให้อักแตกได้ และเส้นไหมจะมีลักษณะที่ไม่ดีได้ ถ้าหากทำการกรอไม่ทันควรนำอักสาวไหมที่มีเส้นไหมมีลักษณะที่ไม่ดีได้ ถ้าหากทำการกรอไม่ทันควรจะนำอักสาวไหมที่มีเส้นไหมอยู่แช่ลงในน้ำ เพื่อไม่ให้เส้นไหมแห้งและหดตัวขณะอยู่ในอักสาว
เมื่อทำการแบ่งไจไหมเรียบร้อยแล้วให้น้ำเส้นไหมไปผึ่งในที่ร่มให้แห้งไม่ควรนำไปผึ่งแดดเพราะจะทำให้เส้นไหมเสียคุณภาพ เส้นไหมที่แห้งแล้วสามารถนำไปจำหน่ายหรือเข้าสู่ขบวนการฟอกย้อมต่อไป หากต้องการเก็บรักษาควรเก็บไว้ในที่แห้งไม่อับชื้น เพราะอาจทำให้เส้นไหมขึ้นราได้
  การตากเส้นไหม
เส้นไหมที่จะนำไปตากให้แห้งจะต้องเป็นเส้นไหมที่ได้จากการสาวไหมและทำไจไหม พร้อมทั้งมีการแบ่งส่วนเรียบร้อยแล้ว โดยจะทำการตากผึ่งลมในที่ร่ม ไม่ควรนำไปตากแดด
เพราะจะทำให้เส้นไหมเสียคุณภาพได้

 

7.  ส่วนสรุป     เทคนิคการสาวไหมให้ได้คุณภาพ

 

การสาวไหมเพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี คือเส้นไหมจะต้องเรียบสวย มีความเหนียวทนทาน และเลื่อมมัน การเกาะตัวดี  มีขนาดสม่ำเสมอ มีขั้นขอนการทำดังนี้

  1. รังไหม  ต้องคัดเลือกรังไหมที่จะสาวก่อน โดยแยกรังดีออกจากรังเสีย เพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณลักษณะเส้นกลมขนาดสม่ำเสมอ
  2. ต้องควบคุมอุณหภูมิน้ำ ไฟ ที่ใช้ต้มรังไหม ถ้าอุณหภูมิน้ำร้อนเกินไปจะทำให้เซริซินละลายมาก ผลผลิตเส้นไหมที่ได้จะลดลง ถ้าน้ำเย็นเกินไปจะทำให้สาวยาก
ปริมาณน้ำที่ใส่พอท่วมรังไหมและไม่ควรแช่รังไหมไว้นาน ควรสาวไหมทันทีหลังจากต้มรังเสร็จ
  3. ควรใช้เครื่องสาวไหมพุ่งแบบปรับปรุง โดยใช้แรงคน ซึ่งเป็นเครื่องสาวไหมแบบง่ายๆ สำหรับการสาวไหมพันธุ์ไทยหรือไทยลูกผสม สามารถสาวไหมได้ไม่น้อยกว่า 600 กรัมต่อวันทำงาน
(8 ชั่วโมง)
  4. ในขณะที่สาวไหมต้องเติมรังไหมอย่างสม่ำเสมอทดแทนรังไหมที่สาวเปลือกรังหมดไป เพื่อรักษาปริมาณรังไหมให้คงที่ตลอดเวลาของการสาวไหม(ประมาณ 80 – 85 รัง)       
  5.
    อัตราความเร็วในการสาวต้องเหมาะสมกับชนิดเครื่องสาว
  6. การกรอเส้นไหมเพื่อถ่ายเส้นไหมเข้าระวิง ควรรีบกรอไหมออกจากอักทันที เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้เส้นไหมแห้งจะบีบรัดจนทำให้อักแตกได้ และเส้นไหมจะมีลักษณะที่ไม่ดี
ถ้าทำการกรอไม่ทันควรนำอักสาวไหมที่มีเส้นไหมอยู่แช่ลงในน้ำ เพื่อไม่ให้เส้นไหมแห้งและหดตัวขณะอยู่ในอักสาว
  7. แบ่งส่วนของไจไหมออกเป็นส่วนๆ ที่เรียกว่าการทำไพไหม เพื่อให้สะดวกต่อการฟอกย้อมสีและไม่ทำให้เส้นไหมในแต่ละไจไหมพันกันยุ่งด้วย
  8. การตากเส้นไหม  ตากผึ่งลมในที่ร่ม ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้เส้นไหมเสียคุณภาพได้
 

วิธีการผลิตเส้นไหม ดังที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่มีปัจจัยที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ได้แก่ เกษตรกรต้องปฏิบัติตามขั้นตอนด้วยความเอาใส่ใจ มีความอดทน มีความชำนาญ

ประสบการณ์และความช่างสังเกต จึงจะช่วยให้สามารถผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพดี แต่ถ้าต้องการผลิตเส้นไหมที่ยั่งยืนควรมีการรวมกลุ่มเพื่อให้มีการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ไหม
 

นายประจักษ์  พลแสง  ได้กล่าวเสริมขอให้ทุกท่านหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไห้แก่ดักแด้ เพื่อความสบายใจอีกทั้งเป็นการปฏิบัติตามพุทธศาสนา

 

8. เอกสารอ้างอิง     เทคนิคการผลิตไหม กรมส่งเสริมการเกษตร

 

9. พิมพ์เอกสาร (PDF)

   
ภาพกิจกรรม
   
   
   
 
สำนักงานเกษตรอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
ถนนนิเวศรัตน์ ตำบลแก้งสนามนาง อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา 30440
โทรศัพท์ 0-4433-9298 โทรสาร 0-4433-9465
ติดต่อผู้อูแลเว็บไซด์ e-mail : nm_kaengsanamnang@doae.go.th
พัฒนาเว็บไซด์โดย : นางสาวอาจรี วิเศษศรี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ